วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

คุณแม่ผู้น่ารัก กลายเป็นหญิงคลั่งลัทธิวันสิ้นโลกที่ฆาตกรรมลูก ๆ และอริหัวใจ ได้อย่างไร


“คุณแม่ผู้น่ารัก” กลายเป็นหญิงคลั่งลัทธิวันสิ้นโลกที่ฆาตกรรมลูก ๆ และอริหัวใจ ได้อย่างไร

คุณแม่จากรัฐไอดาโฮ ที่คลั่งไคล้ในลัทธิวันสิ้นโลก ถูกตัดสินมีความผิดฐานฆาตกรรมลูก 2 คนของเธอเอง รวมถึงคู่อริทางความรัก เพื่อแย่งผู้ชาย ถือเป็นคดีที่สร้างความสะพรึงกลัวไปทั่วสหรัฐฯ

คุณแม่คนนี้ คือ โลริ วัลโลว์ (Lori Vallow) ที่ไม่นานมานี้ ถูกศาลตัดสินโทษข้อหาฆาตกรรม พร้อมกับสามีคนล่าสุดของเธอ คือ แชด เดย์เบลล์ (Chad Daybell)

วัลโลว์ อายุ 49 ปี มีอาชีพเป็นช่างเสริมสวย อาจต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ฐานฆาตกรรมลูกชาย คือ โจชัว “เจเจ” วัลโลว์ อายุ 7 ปี และลูกสาว ไทลี ไรอัน อายุ 16 ปี ก่อนเผาและฝังดิน หลังบ้านของนายเมย์เบลล์ เมื่อปี 2020

ในวันขึ้นศาล ทนายความหลายคนประกบข้างตัววัลโลว์ ซึ่งนั่งนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ตอนที่ คณะลูกขุนลงมติตัดสินให้เธอมีความผิดฐานฆาตกรรม สมคบคิด และปล้นยานยนต์ รวม 6 กระทง

ญาติพี่น้องของเหยื่อนั่งฟังคำตัดสินพร้อมน้ำตา ในการพิจารณาคดีที่ยาวนาน 5 สัปดาห์ และเป็นที่จับตาของสังคมอเมริกัน

อัยการได้นำพยาน 60 ปาก ขึ้นให้ปากคำต่อศาล ซึ่งเผยให้เห็นรายละเอียดอันน่าสยดสยองว่า เด็ก ๆ ถูกฆาตกรรม และพบร่างไร้วิญญาณของพวกเขาอย่างไร


โลริ เดย์เบลล์ และ แชด เดย์เบลล์

ทนายความของวัลโลว์ ไม่ได้นำพยานขึ้นให้ปากคำแม้แต่ปากเดียว และตัวจำเลยเอง ก็ไม่ได้กล่าวตอบโต้พยาน-หลักฐานเหล่านี้แต่อย่างใด ส่วนการพิจารณาคดีของ แชด เดย์เบลล์ มีกำหนดในอีกหลายเดือนข้างหน้า

แล้ว เดย์เบลล์ คือใคร ? เขาเป็นนักเขียนที่เขียนนวนิยายเชิงวันสิ้นโลกหลายเล่ม อ้างอิงเนื้อหาจากคำสอนของศาสนาคริสต์นิกายมอร์มอน

ทางการเชื่อว่า วัลโลว์ และ เดย์เบลล์ พบกันผ่านการมีส่วนร่วมในกิจกรรมขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมสำหรับวันสิ้นโลก

ทนายของวัลโลว์ คือ จิม อาร์ชิบาลด์ โต้แย้งว่า วัลโลว์เป็น “มารดาที่น่ารัก” แต่ตกหลุมรักผู้นำลัทธิทางศาสนา “ที่แปลกประหลาด” และอ้างว่า ไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงเธอกับการฆาตกรรมเหล่านี้

แต่อัยการยืนกรานว่า วัลโลว์ คบหากับ เดย์เบลล์ และมีเจตนานำไปสู่เหตุการณ์มากมาย ที่นำไปสู่การตายของ เจเจ, ไทลี และอดีตภรรยาของเดย์เบลล์ ที่ชื่อ แทมมี่

“จำไว้เลยว่า จำเลยจะขจัดอุปสรรคใด ๆ ก็ตามที่ขัดขวางสิ่งที่เธอต้องการ และเธอต้องการ แชด เดย์เบลล์” อัยการเทศมณฑลฟรีมอนต์ ลินซีย์ เบลค กล่าวระหว่างการพิจารณาคดี

“จำเลยใช้เงิน อำนาจ และเซ็กส์ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เธอต้องการ”


ลูก ๆ ของเธอ มาจากการแต่งงานก่อนหน้านี้

วิญญาณมืด
เมื่อปี 2006 วัลโลว์แต่งงานกับนักธุรกิจ ชื่อ ชาร์ลส์ วัลโลว์ ทั้งคู่ร่วมกันเลี้ยงดู ไทลี ลูกสาวของโลริ ที่มาจากการแต่งงานครั้งก่อน ต่อมาในปี 2014 วัลโลว์ อุปการะ เจเจ หลายชายของน้องสาวของชาร์ลส์ มาเป็นลูกอีกคน

ในปี 2017 ครอบครัวและเพื่อน ๆ กล่าวว่า พฤติกรรมของวัลโลว์เปลี่ยนไป เมื่อเธอได้อ่านหนังสือของ แชด เดย์เบลล์ นักเขียนนวนิยายด้านศาสนา ที่เน้นเรื่องราววันสิ้นโลก หรือโลกาวินาศ อ้างอิงจากความเชื่อในศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย

ทั้งคู่ได้พบกับจริง ๆ ในช่วงปี 2018 และเริ่มทำพอดคาสต์เกี่ยวกับศาสนาด้วยกัน

ในเวลานั้น ทั้งคู่ต่างคนต่างแต่งงานแล้ว แต่มีทัศนคติคล้ายคลึงกัน โดยอัยการระบุว่า วัลโลว์ และ เดย์เลล์ มีมุมมองไปในเชิงสุดโต่ง

พวกเขามองคนเป็นจิตวิญญาณแห่ง “แสงสว่าง” และ “ความมืด” และเรียกคนที่ถูกวิญญาณร้ายครอบงำว่า “ซอมบี้”

ทั้งคู่กล่าวว่า วิธีการเดียวที่จะปลดปล่อยวิญญาณจากความมืด คือการฆ่าพวกเขาเสีย

วัลโลว์ “เชื่อว่าเธอเป็นพระเจ้า”
เมื่อเดือน ม.ค. 2019 ชาร์ลส์ วัลโลว์ ไปแจ้งความกับตำรวจ ระบุว่า ภรรยาของเขา “คลุ้มคลั่ง” ไปแล้ว เธอเชื่อว่าตัวเองเป็นพระเจ้า ที่กำลังเตรียมการสำหรับวันสิ้นโลก เขายังบอกตำรวจว่า เธอขู่จะฆ่าเขา

ท้ายสุด นายวัลโลว์ ยื่นฟ้องหย่าภรรยา โดยระบุในเอกสารต่อศาลว่า เขาวิตกถึงความปลอดภัยของเขาและเด็ก ๆ

บันทึกของตำรวจแสดงให้เห็นว่า นายวัลโลว์ เดินทางไปยังบ้านที่ภรรยาที่หย่ากันแล้ว อาศัยอยู่กับน้องชายของเธอ ชื่อ อเล็กซ์ คอกซ์ เพื่อรับลูกชาย

แต่เมื่อเข้าไป ได้เกิดการเผชิญหน้าจนทำให้ คอกซ์ ยิงปืนใส่นายวัลโลว์ จนเสียชีวิต


โลริ และ ชาร์ลส์ วัลโลว์ สามีคนที่สี่ของเธอ

คอกซ์ บอกกับตำรวจว่า เขาเผลอฆ่าอดีตพี่เขย เพื่อป้องกันตัว และคอกซ์ ไม่เคยถูกตั้งข้อหาใด ๆ

ช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2019 โลริ วัลโลว์ พา เจเจ และ ไทลี ไปเมืองเรกซ์เบิร์ก รัฐไอดาโฮ ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ใกล้เชิงเขาเทตัน ใกล้กับที่พักของนายเดย์เบลล์

เดือนต่อมาหลังย้ายบ้าน แทมมี เดย์เบลล์ ภรรยาวัย 28 ปีในเวลานั้นของนายเดย์เบลล์ ได้เสียชีวิตกะทันหัน

ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ “48 Hours” ของซีบีเอส นิวส์ ลูกของนายเดย์เบลล์ เล่าว่า เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพในพื้นที่บอกพวกเขาว่า ดูเหมือนว่าแม่ของพวกเขา ที่ป่วยมานาน จะเสียชีวิตระหว่างนอนหลับ

ร่างของเธอถูกฌาปนกิจในเดือน ธ.ค. 2019 ในช่วงที่มีการสอบสวนวัลโลว์และนายเดย์เบลล์ ผลการชันสูตรศพอย่างเป็นทางการระบุว่า แทมมี เสียชีวิตจากอาการหายใจไม่ออก หรือมีแนวโน้มว่าเป็นการฆ่ารัดคอ

ภายหลังภรรยาของเขาเสียชีวิตเพียง 2 สัปดาห์ แชด เดย์เบลล์ แต่งงานกับโลริ วัลโลว์ ที่ฮาวาย

แล้วเด็ก ๆ อยู่ที่ไหน
ในช่วงเวลานั้นเอง ที่ตาและยายของ เจเจ คือ เคย์ และแลร์รี วูดค็อก โทรหาตำรวจในเมืองเร็กส์เบิร์ก รัฐไอดาโฮ เพื่อให้ไปตรวจสอบสวัสดิภาพของ เจเจ วัย 7 ขวบ

การแจ้งความนั้นเอง ทำให้เกิดการตามล่าหาตัวเด็ก 2 คนไปทั่วประเทศ หลังตำรวจพบว่า พวกเขาหายตัวไปมาหลายสัปดาห์แล้ว

รายการ “48 Hours” ระบุว่า เป็นเวลาหลายเดือนนับแต่นั้นที่วัลโลว์ และนายเดย์เบลล์ ไม่ยอมปริปากว่า เด็ก ๆ อยู่ที่ไหน แต่พวกเขาบอกญาติ ๆ และเพื่อนว่า เด็ก ๆ “ปลอดภัยและมีความสุข”

เดือน ธ.ค. 2019 การสอบสวนยังดำเนินต่อไป ส่วน วัลโลว์ และ เดย์เบลล์ ไปพักร้อนที่ฮาวาย ซึ่งพวกเขาอาศัยอยู่ที่นั่นจนวัลโลว์ส่งตัวกลับมา เพื่อดำเนินการจับกุมในเดือน ก.พ. 2020

ท้ายสุด ตำรวจพบชิ้นส่วนร่างของ เจเจ และ ไทลี ที่สวนหลังบ้าน บ้านของนายเดย์เบลล์ ในเดือน มิ.ย. 2020

“ชิ้นส่วนที่ถูกเผาเป็นตอตะโก คือ สิ่งที่เหลืออยู่ของ ไทลี” อัยการกล่าวระหว่างการพิจารณาคดี พร้อมแสดงให้คณะลูกขุน เห็นภาพอันน่าสลดใจนั้น

“ในเอกสารมันระบุว่าเป็นมวลกระดูกและเนื้อเยื่อ นั่นคือสิ่งที่เหลืออยู่ของเด็กสาวที่สวยสดใส”

ตำรวจเชื่อว่า ในวันที่ 8 ก.ย. 2019 วัลโลว์พาลูก ๆ ของเธอไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน และนั่นคือครั้งสุดท้ายที่ปรากฏภาพถ่ายที่ยังมีชีวิตของพวกเขา

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ไทลี ไรอัน หายตัวไปในวันนั้น โดยมีการแสดงข้อมูลจีพีเอสจากโทรศัพท์ ที่ชี้ว่า น้องชายของโลริ วัลโลว์ คือ อเล็กซ์ ค็อกส์ อยู่ที่สวนหลังบ้านของแชด เดย์เบลล์ นานกว่า 2 ชั่วโมง

ส่วนเด็กชาย เจเจ วัลโลว์ นั้น ถูกพบมีชีวิตครั้งสุดท้าย วันที่ 22 ก.ย. 2019 โดยในวันถัดมา ตำรวจตรวจสอบข้อมูลจีพีเอสของค็อกส์ พบว่า เขาอยู่ที่สวนหลังบ้านแห่งนั้นอีกแล้ว เป็นเวลา 17 นาที

ส่วนนายค็อกส์นั้น เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาในเดือน ธ.ค. 2019

โลริ วัลโลว์ และลูกชาย เจเจ ถ่ายภาพที่อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน ก.ย. 2019

ไทลี อายุ 16 ปี และ เจเจ อายุ 7 ปี ในภาพยังมีคุณลุงของพวกเขา อเล็กซ์ ค็อกส์

โลกครึ่งใบจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเขตภูมิอากาศภายในปี 2100

โลกครึ่งใบจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเขตภูมิอากาศภายในปี 2100


ภายในช่วงสิ้นศตวรรษนี้ ภูมิภาคต่าง ๆ บนภาคพื้นทวีปของโลกราว 38-40% จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในท้องถิ่น โดยเข้าสู่ความเป็นเขตภูมิอากาศแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม เช่นพื้นที่เขตหนาวอาจเปลี่ยนเป็นเขตอบอุ่นได้


ทีมนักภูมิอากาศวิทยาจากมหาวิทยาลัยจอร์จเมสันของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการศึกษาลงในวารสาร “อนาคตโลก” (Earth’s Future) โดยพวกเขาลงมือวิเคราะห์ข้อมูลภูมิอากาศล่าสุด แล้วนำไปเปรียบเทียบกับแผนที่ของ Köppen-Geiger ซึ่งแบ่งเขตภูมิอากาศโลกออกเป็น 5 เขต ตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19

ทีมผู้วิจัยระบุว่า ที่ผ่านมาแผนที่ดังกล่าวได้รับการปรับปรุงหลายครั้งให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละยุค เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการเกษตร รวมทั้งความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในแต่ละเขตภูมิอากาศ และการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ

ผลการศึกษาในครั้งนี้พบว่า พื้นที่ซึ่งมีภูมิอากาศแบบเขตร้อนจะขยายตัวเพิ่มขึ้น จากเดิม 23% ไปเป็น 25% ของผืนทวีปทั้งหมด ภายในปี 2100 ส่วนพื้นที่แห้งแล้งแบบทะเลทรายจะครอบคลุมเป็นบริเวณกว้างขึ้นเช่นกัน จากเดิมที่มีอยู่ 31% ไปเป็น 34% ภายในช่วงสิ้นศตวรรษนี้

เขตภูมิอากาศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเขตหนาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบขั้วโลกทั้งเหนือและใต้รวมทั้งซีกโลกเหนือ เนื่องจากพื้นที่ 89% ของยุโรปและอีก 66% ของอเมริกาเหนือ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเขตภูมิอากาศแบบอื่นได้ภายในอีก 77 ปีข้างหน้า ส่วนทวีปแอฟริกานั้นจะยังคงอยู่ในเขตภูมิอากาศแบบเดิม แต่จะเกิดความผันผวนของสภาพอากาศบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น


ล่าสุด องค์การบริหารกิจการมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือโนอา (NOAA) แถลงว่าปรากฏการณ์เอลนีโญสุดร้อนแรงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในไม่ช้านี้ โดยมีความเป็นไปได้ 90% ที่จะมาถึงภายในเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม และจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2024 เป็นอย่างน้อย

ปรากฏการณ์เอลนีโญจะนำมาซึ่งสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งยิ่งขึ้นในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก โดยในปีนี้โนอาพยากรณ์ว่ามีโอกาส 55% ที่จะเกิดเอลนีโญแบบรุนแรง ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส

อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พบว่าอุณหภูมิที่ผิวน้ำในมหาสมุทรทั่วโลกต่างร้อนขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทำให้เกรงกันว่าปัจจัยนี้จะส่งผลให้ปรากฏการณ์เอลนีโญรอบใหม่มีความรุนแรงยิ่งขึ้นอีกเป็นทวีคูณ