ผืนป่า ”อเมซอน” อาจกำเนิดเกิดจากดาวเคราะห์น้อยที่ทำลายชีวิตไดโนเสาร์เมื่อ 66 ล้านปีก่อน
เมื่อราว 66 ล้านปีที่แล้ว ดาวเคราะห์น้อยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 กิโลเมตรได้พุ่งเข้าชนผิวโลก ทำให้เกิดความร้อนที่สูงมาก และคลื่นขนาดยักษ์ที่ปั่นป่วน ท้องฟ้ามืดมิดคลุ้งไปด้วยเถ้าถ่าน
นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าสิ่งมีชีวิตต่างๆบนพื้นโลกราว 75 เปอร์เซนต์ต้องสูญพันธุ์ รวมถึงเหล่าไดโนเสาร์ด้วย และจากภัยพิบัติในครั้งนั้นอาจเป็นสาเหตุในการก่อกำเนิดป่าฝนเขตร้อน ’อเมซอน’ แห่งทวีปอเมริกาใต้ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในปัจจุบันอีกด้วย ซึ่งการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตครั้งใหญ่ในครั้งนั้น ได้ก่อให้เกิดสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ๆเกิดขึ้นในภายหลังเช่นกัน ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เกิดจากการสันนิษฐานของนักวิทยาศาสตร์ บนหลักฐานของซากฟอสซิลพืชนับหมื่นชิ้นจากประเทศโคลอมเบีย เพื่อจะเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่อเมริกากลางและใต้
ทั้งก่อนและหลังจากผลกระทบของภัยพิบัติในครั้งนั้น
ชนิดของพืชพันธ์ต่างๆซึ่งประกอบเป็นป่าดงดิบของพื้นทวีปเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหันต์ทั้งจากก่อนและหลังผลกระทบ
ก่อนการชนของดาวเคราะห์น้อย พืชตระกูลสนและเฟิร์นมีอยู่เต็มพื้นที่กว้างขวางซึ่งทำให้แสงสามารถรอดผ่านลงมาได้มาก
แต่หลังจากดาวเคราะห์น้อยได้พุ่งชน สายพันธุ์พืชจำนวนมากได้สูญพันธุ์ไปโดยเฉพาะพืชที่มีเมล็ด ความหลากหลายของพืชพรรณได้ลดลงราว 45% หลังผลกระทบ จากการตรวจสอบบันทึกของฟอสซิลกว่า 50,000 ชิ้นพืชที่มีดอกไม้ซึ่งเรียกว่า“พืชดอก” ได้ปกคลุมผืนป่าดงดิบในอีก 6,000,000 ปีถัดมาแทน พืชดอกเหล่านี้ได้เติบโตในพื้นที่ที่สัตว์ดึกดำบรรพ์ได้สูญพันธุ์ไป
ซึ่งนำไปสู่ “ยุคของดอกไม้”
ผลกระทบยังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของป่าดงดิบจากป่าที่มีการกระจายในวงกว้างไปสู่ป่าทึบ จากการศึกษาซากฟอสซิล 6000 ชิ้นได้เปิดเผยให้เห็นว่า ป่าดงดิบซึ่งเป็นป่าฝนเขตร้อนในวันนี้จะไม่สามารถพัฒนาขึ้นมาได้เลยหากปราศจากผลกระทบในครั้งนั้น
จากการที่ต้นไม้ต่างๆเติบโตสูงขึ้นและใกล้ชิดกัน พวกมันได้บดบังแสงแดดจากพระอาทิตย์ ก่อกำเนิดพืชไม้ดอกนานาพรรณให้เบ่งบาน ความอุดมของกล้วยไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศจึงพัฒนาขึ้นได้




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น