หนังสือโบราณ บทที่ 2
The Etruscan Gold Book (หรือเรียกว่าOrphism Gold Book)
อายุ 2,673 ปี
นักประวัติศาสตร์ เชื่อกันว่า หนังสือเล่มนี้ จัดทำขึ้นประมาณ 660 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือ ประมาณ 117 ปี ก่อนพุทธศักราช มีอายุเก่าแก่ก่อนพระพุทธเจ้าประสูติ
ถือว่าเป็นหลักฐานเชิงโบราณคดี ที่มีรูปลักษณ์ของหนังสือ และอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก นักโบราณคดีขุดพบในคลองใกล้แม่น้ำ Strouma ประเทศบัลแกเรีย ประมาณ 70 ปีที่ผ่านมา
ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ เมือง Sofia ประเทศบัลแกเรีย หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ทำจากแผ่นกระดาษ แต่ใช้แผ่นทองคำ 24K ตีให้บาง เป็นแผ่น แล้วให้ช่างสลักตัวอักษรและรูปภาพ
….หนังสือเล่มนี้ ประกอบด้วยทองคำ 6 แผ่น เจาะรูด้านบนคล้องกันไว้ด้วยห่วง บรรยาย พิธีกรรมเกี่ยวกับงานศพของบุคคลสำคัญ ตามความเชื่อของ ลัทธิ Orphism ข้อความที่แกะสลัก เป็นภาษา Etruscan
… ภาพที่แกะสลักประกอบด้วย ทหารม้า, คนเป่าแตร, คนเล่นพิณ, นางเงือก และทหารราบ คนเชื้อสาย Etruscan มีต้นกำเนิดมาจาก อาณาจักร Lydia ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศตุรกีในปัจจุบัน เมื่อ 3,000 ปีมาแล้ว ชาว Etruscan ได้ย้ายถิ่นฐาน จาก Lydia มาทางทิศตะวันตก ผ่านบัลกาเรีย(ในปัจจุบัน), กรีก ลัดเลาะตามทะเล Adriatic Sea มาจนถึงแถบตอนกลางของอิตาลี
… สันนิษฐานกันว่า ผู้เดินทางที่ฐานะมั่งคั่ง คงจะหวาดกลัวการถูกปล้นสะดม จึงทำการฝังของมีค่า ไว้ระหว่างเดินทาง แต่ก็ไม่มีโอกาสกลับมา ลัทธิ Orphism ได้รับความนิยมจากชาว Etruscan ในช่วงปลายสมัยของ Alexander The Great จนถึงช่วงแรกของอาณาจักรโรมัน ความเชื่อของลัทธิ Orphism จะเชื่อว่า เทพเจ้ากรีกชื่อ Dionysus ซึ่งมีสภาพเป็นเด็กทารก ถูกพวก Titans ซึ่งเป็นศัตรูกับกลุ่มเทพเจ้าของกรีก จับตัวไปได้ … Titans ด้วยความแค้นเป็นทุนเดิม จึงฉีกร่างของ Dionysus ออกเป็นชิ้นๆแล้วแบ่งกันกิน
… ต่อมาเรื่องไปถึงหูของเทพเจ้าใหญ่ Zeus ด้วยความโกรธแค้น จึงบันดาลให้เกิดสายฟ้า ฟาดลงใส่กลุ่ม Titans ทั้งหมด จนกลายเป็นเถ้า.. ต่อมา เมื่อเถ้าถ่านของ Titans ได้รับน้ำฝนในคืนพระจันทร์เต็มดวง เถ้าถ่านของ Titan ก็มารวมตัวกัน กลายเป็นเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ขึ้นมา ลัทธินี้นับถือคนชื่อ Orpheus ตามตำนานอธิบายว่า เป็นบุตรของเทพ Apollo มีความสามารถ เป็นกวีและนักดนตรี ที่เก่งกาจเหนือมนุษย์ เพลงที่เขาร้องเป็นบทกลอนประกอบกับดนตรีที่เขาเล่น จะดึงดูดใจให้ทุกคนติดตามฟังเหมือนถูกมนต์สะกด
แม้แต่สัตว์เลี้ยงตามบ้านหรือสัตว์ป่า ถ้าหากได้ยินเสียงดนตรีและเสียงเพลงของ Orpheus ก็จะเหมือนถูกมนต์สะกด ให้นิ่งฟังอย่างสงบ ตำนานเทพเจ้ากรีกเล่าว่า Eurydice ภรรยาของ Orpheus ขณะเดินเล่นอยู่ในสวน กับเพื่อนหญิง พวกเธอก็ถูกไล่ล่า
โดย Satyr ซึ่งเป็นสัตว์ประเภทหนึ่งในตำนานกรีก ท่อนบนเป็นมนุษย์ผู้ชาย มีเขาแกะ ส่วนท่อนล่าง เหมือนขาคู่หลังของสัตว์มีเท้ากีบ มีหางเหมือนม้า ทุกครั้งที่ Satyr เห็นผู้หญิง อวัยวะเพศจะแข็งตัวชี้ชันและต้องการข่มขืนผู้หญิงในทันที(ชาวกรีก จะบูชา Satyr ก่อนทำการปลูกพืชตามฤดูกาล จะได้ผลิตผลดี และก่อนที่ เจ้าบ่าวเจ้าสาวถูกส่งตัวเข้าหอ เชื่อกันว่าจะดลบันดาลให้ได้ลูกตามต้องการ) ระหว่างที่ Eurydice หลบหนี เธอถูกงูพิษกัดที่เท้าและเสียชีวิต Orpheus โศกเศร้าเสียใจ แต่งเพลงพรรณนาถึงความเศร้าโศกที่ภรรยาเสียชีวิต จนกระทั่ง Apollo ต้องลงมา เพราะทั้งมนุษย์และเทพเจ้า พากันโศกเศร้าไม่เป็นอันทำงาน Apollo ให้คำแนะนำทำให้ Orpheus เดินทางไปพบ เทพเจ้าแห่งความตายและภรรยานั่นคือ Hades และ Persephone. Orpheus ร้องเพลงและบรรเลงดนตรี ถึงความโศกเศร้าของเขา ให้ทั้งสองฟัง จนในที่สุด Persephone ใจอ่อนยอมให้ วิญญาณของ Eurydice กลับคืนมายังโลกมนุษย์อีกครั้ง แต่ Hades ตั้งเงื่อนไขว่า ระหว่างที่ Orpheus พาวิญญาณ Eurydice กลับขึ้นมายังโลก ห้ามทั้งสอง เหลียวหลังมองกลับมายังโลกแห่งความตายเด็ดขาด
… Orpheus เดินจูงมือ Eurydice ออกมาจนเกือบจะถึงปากทาง เข้าสู่เขตโลกมนุษย์ ก็เกิดความรู้สึก อยากหันกลับมามองหน้า และสวมกอด Eurydice ด้วยความดีใจว่า จะได้ภรรยากลับคืนมาอยู่ด้วยกันอีก … ทำให้เขาลืมฟังคำเตือนของ Hades
… ทำให้ Eurydice ค่อยๆหายสาบสูญไป เขาย้อนกลับเข้าไปหา Hades เพื่อขอโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง แต่ Hades ไม่ยอม
…. ความเศร้าโศกของ Orpheus กลายมาเป็นตำนาน และความเชื่อ ว่าในพิธีการทำศพ ของชาวกรีก จำเป็นต้องมีดนตรี และนักร้องขับกล่อม เพลงเศร้าโศก ในช่วงทำพิธี เผื่อว่า จะมีโอกาสให้วิญญาณของผู้ตาย ย้อนกลับมาคืนร่างได้อีก
ผู้นับถือลัทธิ Orphism โดยเฉพาะชาว Etruscan จะทำพิธีฝังศพผู้ตาย บรรจุในโลงศพทำด้วยหินแกะสลักมีฝาปิด(Sarcophagus) ในลักษณะเดียวกันกับมัมมี่ของอียิปต์ ญาติของผู้เสียชีวิต ทำแผ่นทองขนาดเล็ก แกะสลักข้อความ แนะนำผู้ตาย ว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่าง ระหว่างการเดินทางจาก ร่างที่เสียชีวิตในโลกมนุษย์
ผ่านโลกระหว่าง โลกมนุษย์ และนรกภูมิ เพื่อให้วิญญาณเดินทางอย่างปลอดภัยไปถึงสวรรค์ แผ่นทองคำจะใส่ในกรอบอันเล็ก แขวนด้วยสร้อยทองรอบ ลำคอของศพ (ต่อมาประเพณีนี้ก็เปลี่ยนไปหลังจากโรมันเริ่มเรืองอำนาจ ศพของผู้ตายก็จะถูกเผา โดยมีความเชื่อว่า วิญญาณจะไปรอคู่รักอยู่ในสวรรค์) หลังจากนั้น Orpheus ก็สาบานว่าจะไม่รักผู้หญิงคนไหนอีก
… แต่ด้วยความเก่งกาจทางด้านดนตรีและเจ้าบทเจ้ากลอน ก็มีผู้หญิงมาหลงรักและยั่วยวนยั่วยวนเขาให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย ตัวของOrpheus เมื่อเกิดอารมณ์ทางเพศ Orpheusก็ยังนึกถึงคำสาบานที่ให้ไว้กับภรรยาที่เสียชีวิต จึงตัดสินใจ ไปมีเพศสัมพันธ์กับเด็กชาย เพื่อคลายความกำหนัด ทำให้กลุ่มผู้หญิงที่หลงรักเขา เกิดความโกรธ จึงมารุมกันทำร้ายจนกระทั่ง Orpheus เสียชีวิต จากนั้นจึงตัดศีรษะของ Orpheus โยนทิ้งลงในคลอง ตำนานเล่าว่า มีคนได้ยินเสียงเพลงร้องจากศีรษะและพิณของ Orpheus จึงเก็บขึ้นมาบูชาในวิหาร และเนื่องจาก Orpheus เป็นคนที่สามารถติดต่อกับเทพเจ้าได้
จึงเป็นที่มาของตำแหน่ง Oracle จะเป็นนักบวชเพศหญิง ปฏิบัติพิธีกรรมอยู่ในวิหารนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดธรรมชาติ หรือผู้มีอำนาจ ได้รับสัญญาณหรือมีอะไรมาเข้าฝัน ก็จะมาปรึกษา Oracle เพื่อให้ติดต่อเทพเจ้า และตีความหมายให้ฟัง
… นักประวัติศาสตร์เชื่อกันว่า ลัทธิความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณและชีวิตหลังความตาย ได้รับการเผยแพร่ เล่าสู่กันฟัง ระหว่างพ่อค้าและนักเดินทาง ตามเส้นทางสายไหม เส้นทางนี้เชื่อมโยงระหว่างตะวันออกกลางและประเทศจีนฝั่งทะเลตะวันออก
โดยมีประเทศอินเดียและเนปาล อยู่ตรงช่วงกลาง ตอนใต้ ทำให้ความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณและชีวิตหลังความตาย แพร่หลายไปตามประเทศต่างๆ
หลังจากกำเนิดของหนังสือเล่มนี้ อีกประมาณ 1,350 ปี (เริ่มปีคศ 1271) Marco Polo พ่อค้าชาวอิตาเลียน จึงเริ่มเดินทางเข้าสู่เส้นทางสายไหม เขาใช้เวลาเดินทางระหว่างยุโรปและจีน เป็นเวลาประมาณ 25 ปีเต็ม ตรงกับเมืองไทยในยุคของ อาณาจักรสุโขทัย










ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น